วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

คลังเตรียมปรับเป้าปล่อยกู้แบงก์รัฐวิสาหกิจอีกรอบ หลังเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเป็นบวก เอกชนเริ่มมีความต้องการสินเชื่อเพิ่ม

จัดทำโดย



คลังเตรียมปรับเป้าปล่อยกู้แบงก์รัฐวิสาหกิจอีกรอบ หลังเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเป็นบวก เอกชนเริ่มมีความต้องการสินเชื่อเพิ่ม

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เตรียมปรับเพิ่มเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐอีกรอบ หลังจากที่เมื่อเร็วๆ นี้ได้ปรับเพิ่มเป้าสินเชื่อจาก 625,500 ล้านบาท เป็น 900,000 ล้านบาทมาแล้ว เนื่องจากขณะนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่งสามารถปล่อยสินเชื่อได้เกินเป้าหมายแล้ว
นอกจากนี้ เชื่อว่าในช่วงที่เหลือสถาบันการเงินทั้งของรัฐ และเอกชนน่าจะมีการปล่อยสินเชื่อเข้าระบบได้มากขึ้น เพราะความเสี่ยงน้อยลง ขณะที่ความต้องการสินเชื่อมีมากขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มส่งสัญญาณเป็นบวก
อีกทั้ง ยังได้ฝากทาง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปปรับปรุงในหลายประเด็น เพื่อช่วยในการสนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการได้
คำถาม
1.สาเหตุที่ต้องปรับเป้าหมายเพราะอะไร
2.ธปท.ต้องปรับปรุงหลายประเด้นเพื่ออะไร
3.ก่อนหน้านี้ได้ปรับเป้าจาก6255000ล้านบาทเป้นเท่าไร

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

.หอการค้าไทย ประเมินการแพร่ระบาดไข้หวัด 2009 อาจเป็นปัจจัยหลักให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ติดลบถึง 4.5 – 5.5% หากยืดเยื้อถึงปลายปี

จัดทำโดยนางสาว

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชน จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คน ทั่วประเทศ ต่อสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ว่า ส่วนใหญ่ 76% ยอมรับว่ามีความกังวล และกระทบทางจิตวิทยาต่อภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การจับจ่ายสิ้นค้าและการท่องเที่ยวลดลง
อาจส่งผลรายได้จากการบริโภคและการท่องเที่ยวในไตรมาส3 ของปีนี้ ลดลงประมาณ 30,000-60,000 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพีปี 2552 ปรับลดลงเป็นติดลบ 3.8-4.8%
และหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อถึงไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่า จะเกิดความสูญเสียต่อรายได้ประมาณ 60,000-120,000 ล้านบาท จีดีพี.ปีนี้มีโอกาสหดตัวติดลบถึง 4.5-5.5%
นายธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่พอใจต่อมาตรการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ของรัฐบาลในระดับต่ำ
ดังนั้น รัฐบาลต้องทำงานมากขึ้น ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมให้ความร่วมมือและปกป้องตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย แต่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการปิดประเทศ หรือ งดกิจกรรมทางสังคม เพื่อไม่ให้กระทบระบบเศรษฐกิจ
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/research/20090723/62539/หอการค้าฯระบุหวัด09มีโอกาสฉุดGDPปีนี้ติดลบ4.5-5.5.html
คำถาม
1.บทวิจัยนี้มาจากที่ใด
2.เศรศฐกิจไทยปีนี้ ติดลบเนื่องจากผลกระทบใด
3.บทวิจัยนี้คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณเท่าใด

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กองทุนรวม ปีเตอร์ ลินซ์

จัดทำบทความโดย นางสาวนภาภรณ์ จิรวัฒนนนท์ ID5001103132 C2/2
นายปีเตอร์ ลินช์ วัย 59 ปี เริ่มบริหารกองทุนตั้งแต่ปี 1990 และตัดสินใจเกษียณตำแหน่งบริหารที่ Magellan หลังทำงานมา 13 ปี ในระหว่างที่ทำงานในตำแหน่งรองประธานและโฆษกของบริษัทเขาสามารถทำกำไรให้บริษัทต่อปีเพิ่มขึ้น 29.2 เปอร์เซ็นต์
“ตลอดปีที่ผ่านมาผมเพิ่มเปอร์เซ็นต์หุ้น Fidelity ที่ถืออยู่ในหุ้นกลุ่มทั่วไปและกลุ่มที่เติบโตโดยเฉพาะ” พร้อมกันนี้เขายังซื้อหุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตเมื่อที่แล้วด้วย
ลินช์ยอมรับว่า “ปีนี้เป็นปีที่ไม่ดี” แต่ในอีกไม่ช้าจะเป็นเวลาของเขา บทเรียนจากอดีต
ย้อนกลับไปปี 1990 ก่อนที่ภาวะตลาดคึกคักจะเริ่มในปี 1991 เป็นช่วงเวลาที่สงครามกับอิรักเริ่มส่อเค้า นักลงทุนถอนเงินจากกองทุน รัฐบาลของประเทศและแต่ละรัฐประสบภาวะขาดทุนมหาศาล ธนาคารใหญ่ รายงานหนี้สูญจำนวนมาก พันธบัตรความเสี่ยงสูงคือความยุ่งเหยิง
ฤดูใบไม้ร่วงปี 1990 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตกเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ แย่กว่าปี 1987 ,1973 และปี 1974 ที่ตลาดหุ้นซบเซา หรือแย่กว่าช่วงเศรษฐกิจถดถอยปี 1981 และ 1982 ในปี 1990 ถือว่าเป็นช่วงที่อ่อนแอของตลาดทุนของสหรัฐอเมริกา ซึ่งคล้ายกับสภาวะปัจจุบัน
ลินช์ออกจาก Magellan เมื่อ 2-3 เดือนก่อนมาจัดการพอร์ตส่วนตัวในปัจจุบัน “ฤดูร้อนปี 1990 ผมซื้อหุ้นเร็วไป 3-4 เดือน แต่ก็ได้ราคาเพิ่มขึ้นในปี 1991 บางคนพูดว่า มีคนคิดผิดว่าผมอยากออกไปจากตลาด คนที่ดีใจที่สุด ก็คือคนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนในช่วงนั้น”
น่าประหลาดคือหุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ต ในปีที่แล้วการวินิจฉัยของลินช์แสดงว่า หุ้นบริษัทเทคโนโลยี 600 แห่งที่มูลค่าหุ้นรวมในธุรกิจน้อยกว่าเงินสดที่บันทึกไว้ในราคาตามบัญชี
ราคาหุ้นอยู่ที่ความพอใจ
จากแฟ้มของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และควบคุมหลักทรัพย์ชี้ให้เห็นว่า ลินช์เป็นเจ้าของหุ้น Varsity Group มากกว่า 5% ราคาหุ้นอยู่ที่ 25 เซ็นต์ และเพิ่มเป็น 35 เซ็นต์ปลายปี 2001
หุ้นของ World Quest Networks 10% ของลินช์ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งครั้งหนึ่งราคาพุ่งถึง 39 ดอลลาร์ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ขายอยู่ที่ 1.88 ดอลลาร์ และมีรายงานอยู่ที่ 3 ดอลลาร์สำหรับเงินสด ลดลง 32%ในปี 2002
“คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะพบจุดต่ำสุดเมื่อไร ผมซื้อหุ้นราคา 12 ดอลลาร์ซึ่งตกลงไปเหลือ 2 ดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นก็ขึ้นไปที่ 30 ดอลลาร์ “
สิ่งที่ ลินช์ พยายามบอกคือ เพียงแค่มีคนซื้อคืนหรือเทขาย ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นจุดต่ำสุด บางคนรอจนกระทั่งเห็นจุดต่ำสุดแล้วจึงซื้อ แต่สำหรับเขาคือ : ซื้อเมื่อหุ้นน่าสนใจ ถึงราคาจะลดลง
บทเรียนจากสถิติ
ลินช์ ให้แง่คิดว่า ผู้ลงทุนต้องรู้จักประเภทของกองทุนที่เป็นเจ้าของ และควรรู้จนกระทั่งสามารถอธิบายให้หลานเข้าใจได้ภายใน 2 นาที แต่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเลือกบริษัทที่มีผลประกอบการดีเป็นเวลานาน แต่เมื่อตอนที่ Kmart ล้มละลาย แต่ Wal-Mart กลับมีกำไรดี
สมมติว่าลงทุน 10,000 ดอลลาร์ใน Kmart และ 10,000 ดอลลาร์ใน Wal-Mart เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยพื้นฐานขาดทุนจาก Kmart แล้ว 10,000 ดอลลาร์ แต่ได้เงินจาก Wal-Mart 790,000 ดอลลาร์ ดังนั้นถ้าเกิดว่าบริษัทที่อยู่ในดัชนี S&P สามารถทำเงินได้ดีในอีก 10 หรือ 20 ปี คุณก็ทำเงินได้ด้วย ถ้าคุณคิดว่าบริษัทเหล่านั้นจะทำเงินได้น้อยลงในอีก 10 ปี ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะเป็น
ลินช์ กล่าวว่า ทุกคนควรเรียนรู้ว่ามีบริษัทหนึ่งอยู่เบื้องหลังทุกตลาดหลักทรัพย์—และมีเหตุผลเดียวที่ราคาหุ้นขึ้น:บริษัทต่าง ๆมีผลประกอบการดีขึ้นและบริษัทเล็ก ๆเติบโตขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ต้องค้นหา
เหตุการณ์ปี 1990 สอนให้รู้ว่า ถ้าบริษัทมีผลประกอบการดี ตลาดหุ้นก็คึกคัก สำหรับบริษัทที่มีผลประกอบการแย่ อย่าง Kmart หรือ Xerox ในขณะเดียวกันก็จะมีบริษัทที่มีผลประกอบการดี เช่น General Electric หรือ P&G หรือ Johnson&Johnson ผู้ลงทุนต้องบอกตัวเองว่า เหตุผลที่ลงทุนในกองทุนรวมเพราะคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปบริษัทอย่างโคคา โคล่าและเป๊ปซี่จะทำเงินได้มากขึ้นในอนาคตและบริษัทใหม่ ๆอย่าง Amgen หรือ Staples หรือ Microsoft จะตามมาและบริษัทเหล่านี้จะทำเงินได้มากด้วย นั่นเป็นประวัติศาสตร์ในช่วง 100 ปีของอเมริกา โดยเฉพาะ 50 ปีที่ผ่านมา และนั่นคือบทเรียน
“คนเรามักจะคิดถึงแต่ Enron และตัวอย่าง 10 บริษัทที่ปิดไป” “แต่ยังมีอีกตั้งกว่า 9,000 บริษัทในตลาดหุ้น”

ที่มา http://www.bcm.arip.co.th/bt/content.php?data=405101_Business
คำถาม
1.ปีเตอร์ ลินซ์จะซื้อหุ้นเมื่อไร
2.ปีเตอร์ ลินซ์ เกษียณปีไหน อายุเท่าไร
3.ช่วงท้ายบทเรียนของปีเตอร์ลินซ์คืออะไร

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปรัชญาชีวิต และการลงทุน ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์


จัดทำบทความโดย นางสาวนภาภรณ์ จิรวัฒนนนท์ ID5001103132 C2/2
ปรัชญาชีวิต และการลงทุน ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2550
ในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนได้รับของขวัญปีใหม่ที่มีค่ามากจากคุณมนตรี ศรไพศาล แห่งบริษัท หลักทรัพย์กิมเอ็ง เป็นหนังสือจำนวน 2 เล่มเกี่ยวกับสองมหาเศรษฐีของโลกผู้มีเมตตาธรรม ซึ่งได้ประมวลประวัติตลอดจนวาทะของ นายบิล เกตส์ และนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นสหายสนิทต่างวัยกันที่ได้มีการบริจาคเงินให้เพื่อการกุศลจำนวนมากที่สุด และในหนังสือดังกล่าวได้มีประวัติ และปรัชญาการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ จึงจะขอคัดย่อส่วนที่น่าสนใจ มาเพื่อเป็นประโยชน์กับสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาการลงทุนของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเน้นการลงทุนที่มีคุณค่า ข่าวที่ได้รับการกล่าวขานกันมากคือ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศบริจาคเงินกว่า 85% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของเขา หรือประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 1,584,000 ล้านบาท แบบสูงกว่างบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยปี 2550 เล็กน้อยให้กับองค์กรการกุศล โดยกว่า 83% บริจาคให้กับมูลนิธิของนายบิล และนางเมลินดา เกตส์ (เป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนยากจน) การบริจาคครั้งนี้นับเป็นการบริจาคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
นายบัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ของโลก ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้รับการจัดเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับหนึ่งของโลก แต่ต่อมาได้ถูกแซงโดยนายบิลเกตส์ แห่งบริษัท ไมโครซอฟท์ นายบัฟเฟตต์ ประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
นายบัฟเฟตต์ได้จัดตั้งกองทุนอันแรกขึ้นคือ บัฟเฟตต์ พาร์ทเนอร์ชีพ ขึ้นในปี 1956 ถึงปี 1969 โดยสามารถสร้างผลตอบแทน ก่อนหักค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการได้ถึงเฉลี่ยปีละ 32% ก่อนจะแปลงเป็นบริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ที่โด่งดัง นักลงทุนหลายสิบคนที่ร่วมลงทุนกับบัฟเฟตต์ครั้งเริ่มต้น และยังคงถือหุ้นอยู่กับเขาจนถึงปัจจุบัน มีบางคนที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ทายาทของพวกเขายังคงรักษาการลงทุนนั้นไว้กับบัฟเฟตต์
นักลงทุนที่ลงทุนกับกองทุนบัฟเฟตต์ ตั้งแต่ปี 1956 ด้วยเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ และเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้ในบริษัท สำหรับการลงทุนต่อเนื่องโดยตลอด จนถึงปี 1994 มูลค่าของเงินลงทุนนั้นจะสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว
เขามีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจเป็นคนที่เรียบง่าย ปรัชญาชีวิตของเขาเรียบง่ายแต่มีความลุ่มลึกประการหนึ่งว่า อย่าตั้งเป้าหมายที่เกินกว่าจะเอื้อมถึง "ผมจะไม่พยายามกระโดดข้ามที่สูง 7 ฟุต แต่ผมจะมองหาคานไม้ที่สูง 1 ฟุต ที่ผมจะสามารถที่จะเดินข้ามได้อย่างสบายๆ" นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนที่สมถะในการใช้จ่าย และเป็นคนที่แต่งตัวแบบเรียบง่าย ไม่สนใจใส่เสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์เนมราคาแพง จนเคยถูกนักข่าวคนหนึ่งเหน็บแนมเขา เรื่องที่เขาชอบใส่สูทราคาถูกๆ อย่างไม่ให้ความสนใจว่า " ผมเคยซื้อสูทราคาแพงๆ แต่เมื่อผมใส่มันแล้ว มันก็ดูเหมือนของราคาถูก"
ปรัชญาการลงทุนของนายบัฟเฟตต์ คือ "กฎข้อที่หนึ่ง: อย่ายอมเสียเงิน และกฎข้อที่สอง: อย่าลืมกฎข้อ 1" และเป็นตัวอย่างของนักลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของหุ้นที่เขาลงทุน (Value Investor) โดยเฉพาะซื้อหุ้น ด้วยการมองมูลค่าในระยะยาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเขาจะเป็นผู้หนึ่ง ที่มีความสนใจทุนในหุ้นของบริษัทโคคา-โคลา เพราะเขาเห็นว่ามีคนบริโภคทั่วโลก
วิธีการคัดเลือกธุรกิจหรือกิจการที่ยอดเยี่ยม ของนายบัฟเฟตต์ คือ "คุณควรลงทุนในธุรกิจ ที่แม้กระทั่งคนโง่ๆ ก็ยังบริหารมันได้ เพราะว่าสักวันหนึ่งอาจจะมีคนโง่ๆ เข้ามาบริหารธุรกิจนั้น" และปรัชญาการลงทุนที่มีค่ายิ่งอีกประการคือ "ไม่ว่าธุรกิจจะถูกกระทบด้วยปัจจัยหลากหลายประการที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า เดือนหน้า หรืออะไรทำนองนั้น แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือคุณต้องอยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง
กรณีตัวอย่างที่คลาสสิก คือ โคคา-โคลา ซึ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นในปี ค.ศ.1919 ราคาตอนแรกนั้นอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในปีถัดมามันลดลงเหลือ 19 ดอลลาร์ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ราคาน้ำตาลได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คุณคงจะเสียเงินไปกว่าครึ่งหนึ่งหากคุณซื้อหุ้นตอนที่มันเพิ่งเข้าสู่ตลาดแต่ถ้าหากคุณยังถือหุ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ และนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนอย่างต่อเนื่องแล้ว มันจะมีค่าประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์
เราเจอสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลายครั้งภาวะสงครามหลายครั้ง มีเรื่องต่างๆ เป็นล้านเรื่องเกิดขึ้น การพิจารณาว่าสินค้าตัวนี้ดีจริงหรือไม่ และสถานะทางการเงินของบริษัทเหล่านั้น จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ จะเป็นประโยชน์กับเรามากกว่าการที่เราจะมัวแต่จะคิดว่า จะกระโจนเข้าหรือกระโจนออกจากหุ้นตัวนั้น"
ก็หวังว่าปรัชญาแนวคิดนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยนะคะ
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007jan18p3.htm

คำถาม
1.ตัวอย่างของบทความที่คลาสิกที่สุดคือ
2.สหายต่างวัยของวอรเรน์คือใคร
3.กฏของวอร์เรน2ข้อมีอะไรบ้าง

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Peak Energies ดอยพลังงาน

จัดทำบทความโดย นางสาวสุพรรษา ศุภกุลศรีศักดิ์ 5001103131
เรื่อง Peak Energies ดอยพลังงาน
พฤติกรรมของกำลังการผลิตของน้ำมันปิโตรเลียมที่กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรกและจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดหลังจากที่แหล่งน้ำมันถูกดูดออกไปใช้ประมาณครึ่งบ่อ หลังจากนั้นกำลังการผลิตจะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ จนหมดบ่อ ซึ่งเราเรียกกำลังการผลิตที่จุดสูงสุดนี้ว่า Peak Oil นั้น ในความเป็นจริง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียม แต่รวมไปถึงพลังงานประเภทอื่นทั้งหมดที่เป็นพลังงานประเภทใช้แล้วหมดไปไม่สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้เช่นเดียวกับน้ำมัน ลองมาไล่ดูว่ามีพลังงานอะไรบ้าง
แก๊สธรรมชาติ นี่คือพลังงานที่กำลังมาแรงหลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมยังจำได้ว่าในสมัยก่อนเขาต้องจุดไฟเผาทิ้งเวลาที่ขุดเจอน้ำมันแล้วมีแก๊สธรรมชาติผสมมาด้วย ในปัจจุบันดูเหมือนว่าแก๊สธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าน้ำมัน การใช้แก๊สธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่จริงในเมืองไทยเรานั้น ในการผลิตไฟฟ้าดูเหมือนว่าเราจะใช้แต่แก๊สธรรมชาติเป็นหลัก เพราะนี่คือสิ่งที่เราค้นพบในบ้านเรา ในระดับโลกเอง แก๊สธรรมชาติก็มีการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ปริมาณการใช้ประมาณ 60% ของน้ำมัน อย่างไรก็ตาม แก๊สธรรมชาติเองนั้นก็มีการคาดการณ์กันว่าน่าจะมีกำลังการผลิตใกล้ Peak หรือยอดดอยเหมือนกัน นั่นคือ บางคนบอกว่าภายใน 3-4 ปีนี้ อย่างมากไม่เกิน 13-14 ปี กำลังการผลิตถึงจุดสุดยอดแน่นอน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ ลดลง เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะอย่างแหล่งแก๊สของไทยเองก็ดูเหมือนว่าจะมีเวลาหมดภายในเวลา 10 หรือ 20 ปีเหมือนกัน
ถ่านหิน นี่คือแหล่งพลังงานที่ใหญ่มากหรืออาจจะเรียกว่าใหญ่ที่สุด แต่นี่ก็เช่นเดียวกัน มี Peak Coal หรือดอยถ่านหินเช่นกัน เพราะถ่านหินนั้น ในช่วงที่พบหรือเริ่มผลิตแรก ๆ เราสามารถที่จะขุดได้ง่าย แทบจะเรียกว่าตักได้เลยจากพื้น และถ่านหินที่เริ่มมีการขุดชุดแรก ๆ มักจะเป็นถ่านหินคุณภาพดีที่ให้พลังงานสูงและมีเศษเหลือที่ไม่พึงประสงค์น้อยพูดง่าย ๆ เป็นถ่านหินคุณภาพดี หลังจากนั้น พอถึงจุดสุดยอด ถ่านหินที่ขุดง่าย ๆ ก็จะหมดไป จะต้องขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ และถ่านหินที่ได้มีคุณภาพแย่ลงเรื่อย ๆ และนี่คือปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิด Peak Coal ในทำนองเดียวกับ Peak Oil สรุปว่า กำลังการผลิตถ่านหินนั้นก็ใกล้ถึงจุดสุดยอด แม้ว่าจะดูว่าสำรองของถ่านหินนั้นมีมหาศาล แต่กำลังการผลิตใกล้ถึงจุดสูงสุด คาดการณ์กันว่าประมาณ 13 ปีข้างหน้าเช่นเดียวกับแก๊สธรรมชาติ
พลังงานนิวเคลียร์สำหรับหลายคนอาจจะบอกว่าเป็นทางออกหลังจากน้ำมันหมดโลก เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานที่สะอาดแล้ว มันยังไม่ก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย แต่นี่ก็เช่นกัน มันจะเกิดจุดที่กำลังการผลิตถึงจุดสูงสุดคือเกิด Peak เหมือนกัน เพราะแร่ยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหมาะสมนั้นก็กำลังใกล้หมดและราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ การค้นพบก็น้อยลงเรื่อย ๆ และคาดว่าจะเกิด Peak ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า
พลังงานอีกอย่างหนึ่งที่เริ่มมีการใช้มากขึ้นก็คือ ทรายน้ำมันและหินน้ำมันซึ่งมีมากในแคนาดา การใช้ก็คือ นำมันมาสกัดเพื่อให้ได้น้ำมันดิบออกมา แต่การสกัดน้ำมันจากทรายและหินน้ำมันนั้นใช้พลังงานมหาศาลและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ดังนั้น นี่ก็คงจะทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
นอกจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ทางออกที่จะใช้พลังงานที่ผลิตขึ้นใหม่ได้เองก็มีปัญหาในด้านของกำลังการผลิตเช่นกัน ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
พลังน้ำ นี่คือพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนต่าง ๆ นับถึงวันนี้อาจจะพูดได้ว่าเขื่อนใหญ่ ๆ ทั้งหลายในโลกนี้ ถูกสร้างหมดไปแล้วโดยเขื่อนสุดท้ายน่าจะเป็นเขื่อนไตรผาที่เมืองจีน แต่เขื่อนนั้นรวมกันทั้งหมดสามารถให้พลังงานคิดเป็นเพียงประมาณ 2- 3% ของการใช้พลังงานของโลกเท่านั้น
พลังงานที่กำลังร้อนแรงมากหลังจากราคาน้ำมันขึ้นไปสูงก็คือพลังงานชีวภาพ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เอธทานอล ที่เราเอามาผสมเป็นแก๊สโซฮอล หลายคนคิดว่านี่คือทางออกโดยเฉพาะในประเทศของเราที่สามารถปลูกพืชผลได้มากพอที่จะทำเอธทานอลใช้แทนน้ำมันได้ แต่ถ้ามองกันในภาพใหญ่ระดับโลกแล้ว การเอาพืชมาทำเป็นพลังงานนั้น ในทางทฤษฎี อย่างน้อยก็ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ยังไม่มีเหตุผล เพราะการปลูกพืชนั้นเราต้องใช้พลังงานเช่น ต้องเอารถมาไถหว่าน ต้องใส่ปุ๋ยซึ่งมาจากน้ำมัน ต้องรดน้ำ ต้องเก็บเกี่ยวที่ต้องใช้เครื่องจักร ต้องนำผลิตผลไปส่งที่โรงงาน และในโรงงานก็ต้องใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เสร็จแล้วก็ต้องนำเอาเอธทานอลที่ได้ไปส่งที่ปั๊ม คิดแล้ว พลังงานที่ใช้ไปในการผลิตเอธทานอลหนึ่งลิตรนั้น เผลอ ๆ จะมากกว่าพลังงานที่ได้จากเอธทานอลหนึ่งลิตรด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในระยะยาวแล้ว พลังงานจากพืชจึงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาพลังงานหมดโลก
พลังงานที่ดูเหมือนว่าจะมีมากอย่างไม่จำกัดและมีต้นทุนในการผลิตต่ำมากก็คือ พลังงานแสงแดด พลังงานลม พลังงานจากคลื่นในทะเล และที่น่าสนใจมากก็คือ พลังความร้อนจากใต้ดินลึกลงไปในโลก ปัญหาของพลังงานเหล่านี้ก็คือ การลงทุนสร้างแผงเซลแสงอาทิตย์ การสร้างกังหันลม การสร้างอุปกรณ์ทั้งหลายที่จะมาจับพลังงานเหล่านี้มาใช้นั้น ต้องลงทุนและ "ใช้พลังงาน" มหาศาล เช่นต้องใช้เหล็กซึ่งเหล็กเองต้องใช้พลังงานมาถลุงและอื่น ๆ อีกมาก เหนืออื่นใดก็คือ นับถึงวันนี้ พลังงานในกลุ่มนี้ยังมีการใช้น้อยมากรวมกันแล้วเพียงไม่เกิน 1% ของการใช้พลังงานทั้งโลก ดังนั้น การหวังพึ่งพิงพลังงานจากแหล่งเหล่านี้จึงยังหวังไม่ได้
ข้อสรุป ณ.วันนี้ก็คือ พลังงานของโลกทุกแหล่งน่าจะ Peak หรือมีกำลังการผลิตสูงสุดในช่วงประมาณปี 2020 ถึง 2025 หรืออีกประมาณ 12-17 ปี ข้างหน้า ยกเว้นว่าจะมีพลังงานอะไรใหม่ขึ้นมาในโลก ซึ่งการ Peak นี้ก็อาจจะนำไปสู่การขัดแย้งเพื่อแย่งแหล่งพลังงานกัน หนทางแก้ก็คือ การลดการบริโภคพลังงานลง และการลดการบริโภคที่ดีที่สุดก็คือ ราคาของพลังงานก็ควรจะต้องเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเรื่องของการคาดเดาและไม่ได้เป็นการบอกใบ้ว่า ราคาของพลังงานทุกชนิดจะต้องเพิ่มขึ้นหรือหุ้นพลังงานทุกตัวน่าจะดี พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเอธทานอล ผมยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน คนบอกว่า ถ้าราคาน้ำมันถึง 40-50 เหรียญต่อบาร์เรล การผลิตเอธทานอลจะคุ้มค่าเพราะต้นทุนของเอธทานอลอยู่ตรงนี้ แต่พอน้ำมันขึ้นไปเป็น 100 เป็น 130 เหรียญ การผลิตเอธทานอลก็ยังไม่เห็นได้กำไรเป็นเรื่องเป็นราว เหตุผลก็คือ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่ม วัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการผลิตเอธทานอลก็ขึ้นตาม อย่าลืมว่า การผลิตเอธทานอลนั้นก็ต้องใช้น้ำมันและพลังงานไม่น้อย
ที่มา บทความโลกในมุมมองValue investor
http://www.thaivi.com/article/value-investor/536-peak-energies.html

บัญญัต 10ประการ(ต่อ)

ข้อสี่ จงเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจ บัฟเฟตต์จะไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่เขาไม่เข้าใจว่าผลิตอะไรออกมาและไม่รู้อย่างแจ้งชัดว่าบริษัทนั้นทำกำไรได้อย่างไร ทั้งที่ในยุคนี้ มหาเศรษฐีจำนวนมากใช้เทคโนโลยีเป็นหัวจักรขับเคลื่อนการสร้างความร่ำรวย รวมทั้งเพื่อนซี่ของเขาเอง เช่น บิล เกตส์ ด้วย แต่บัฟเฟตต์หลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นในบริษัทเทคโนโลยี ฉะนั้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอันเป็นตอนที่ราคาหุ้นของภาคเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง บัฟเฟตต์จึงไม่เข้าไปซื้อเพราะเขาไม่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ และไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะทำกำไรได้อย่างไร อีกไม่กี่ปีต่อมา ผลปรากฏว่านักลงทุนพากันสูญเงินจำนวนมหาศาลเมื่อฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีแตก แต่บัฟเฟตต์ทำกำไรได้อย่างงดงามจากการลงทุนในภาคอื่น
ข้อห้า จงอย่าฟังนักวิจารณ์หรือการยืนยันของตลาด ยุคนี้มีนักวิจารณ์จำนวนมากออกมาวิจารณ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตามสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง คนกลุ่มนี้มีความเห็นสารพัดและมักจะให้การยืนยัน หรือไม่ก็แย้งการตัดสินใจในการลงทุนของนักลงทุนใหญ่ๆ เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวรายวันของราคาหุ้นยังเป็นเสมือนการยืนยันในระยะสั้นด้วยว่าการตัดสินใจซื้อหุ้นนั้นถูกต้องหรือไม่ บัฟเฟตต์จะไม่ฟังคำวิจารณ์และไม่ต้องการดูราคาหุ้นว่าไปทางไหน เขาจะตัดสินใจบนฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลของเขาเอง
ข้อหก จงค้นหาของดีราคาถูกให้พบ ในกระบวนการค้นหาหุ้นราคาถูก บัฟเฟตต์เริ่มวิเคราะห์เพื่อค้นหา "มูลค่าภายใน" (intrinsic value) ของบริษัทเป็นขั้นแรก กระบวนการนี้อาจมองดูว่าราคาหุ้นของบริษัทคล้ายๆ กันเป็นอย่างไร หรือไม่ก็คำนวณค่าปัจจุบันของเงินสดที่บริษัทนั้นน่าจะทำได้ในอนาคต รายละเอียดของวิธีคำนวณอาจหาได้ในหนังสือชื่อ The Warren Buffet Way ของ Robert Hagstrom หรือเรื่อง The Market Gurus ของ John Reese และ Todd Glassman หากราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดต่ำกว่ามูลค่าภายในมากๆ บริษัทนั้นน่าสนใจเพราะมี "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (margin of safety) สูงมาก
บัฟเฟตต์ไม่ค่อยสนใจเรื่องผลกำไรต่อหุ้น หากสนใจในผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (return on equity) ส่วนต่างระหว่างราคาขายของสินค้ากับต้นทุน และภาระหนี้สินของบริษัท นอกจากนั้นเขายังต้องการเห็นบริษัททำเงินสดได้มากๆ แล้วนำไปลงทุนอย่างชาญฉลาด หรือไม่ก็จ่ายปันผลและซื้อหุ้นของตนคืน ในกระบวนการวิเคราะห์นี้ เขาจะมองย้อนไปในอดีตอย่างน้อย 5 ปี เพื่อดูว่าบริษัทมีประวัติการประกอบการอย่างไรในภาวะต่างๆ กัน ฉะนั้น เขาจะไม่เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทใหม่ๆ ที่ยังไม่มีประวัติดีจนเป็นที่ประจักษ์
ข้อเจ็ด จงมองหาบริษัทที่มีรั้วรอบขอบชิด หรือล้อมรอบด้วยคูลึก บริษัทจำพวกนี้มักมีประวัติในการทำกำไรได้ดี และมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนเพราะคู่แข่งเกิดขึ้นได้ยากมาก อาจเนื่องมาจากอำนาจในการปกป้องของสิทธิบัตรและของเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง บริษัทจำพวกนี้สามารถขึ้นราคาสินค้าและบริการได้โดยไม่กระทบยอดขายและมักไม่ได้รับผลกระทบมากนักในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ฉะนั้นบัฟเฟตต์จึงถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทประกอบการรถไฟ เพราะยากที่จะมีใครสามารถสร้างรางขึ้นมาแข่งได้ในทวีปอเมริกาเหนือ และในบริษัทโคคา-โคลาเพราะมีเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางพร้อมกับมีระบบการจัดจำหน่ายที่ลื่นไหลเป็นอย่างดีทั่วโลก
ข้อแปด จงทุ่มเงินลงไปในบริษัทที่น่าซื้อ เรื่องนี้เป็นลักษณะหนึ่งของการเดินย้อนกระแส นักลงทุนโดยทั่วไปมักใช้การกระจายการลงทุนออกไปในหลายบริษัทเพื่อหวังลดความเสี่ยง แต่บัฟเฟตต์กลับชอบลงทุนแบบกระจุกตัวมากกว่า เมื่อใดเขามองเห็นโอกาสดีเป็นพิเศษ เมื่อนั้นเขาจะทุ่มทุนซื้อหุ้นของบริษัทนั้นทันที เขามองว่าการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและการมีความอดทนที่จะรอจนได้ "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" สูงมากๆ เป็นมาตรการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ฉะนั้น ประวัติการลงทุนของเขาบ่งว่า ความสำเร็จของเขาเกิดจากผลตอบแทนสูงมากที่เขาได้จากการทุ่มลงทุนในหุ้นของบริษัทเพียงราวหนึ่งโหลเท่านั้น
ข้อเก้า จงซื้อเพื่อถือไว้หาผลกำไรในระยะยาว บัฟเฟตต์มองว่าถ้าได้วิเคราะห์เป็นอย่างดีแล้วว่าควรลงทุนในบริษัทไหน บริษัทนั้นควรจะให้ผลกำไรดีเป็นเวลานาน ฉะนั้นผู้ที่ทนไม่ไหวที่จะดูราคาหุ้นของตนตกไป 50% อย่าคิดเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นเด็ดขาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อซื้อหุ้นมาแล้วก็เลิกติดตามความเป็นไป ตรงข้าม ผู้ถือหุ้นจะต้องติดตามและวิเคราะห์เหตุการณ์รอบด้านอย่างใกล้ชิด เมื่อใดเห็นว่าบริษัทนั้นหมดโอกาสที่จะทำกำไรดีต่อไป หรือกำลังเดินเข้าภาวะยากลำบากเป็นเวลานาน เมื่อนั้นจงรีบขายออกไปทันที ด้วยหลักข้อนี้ บัฟเฟตต์จึงขายหุ้นจำนวนมากในบริษัทรับจำนองบ้านขนาดยักษ์ที่รู้จักกันในนาม Fannie Mae กับ Freddie Mac ก่อนที่สองบริษัทนั้นจะประสบปัญหาจนถูกรัฐเข้าไปยึดเมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่ง Michael Brush ไม่ได้กล่าวถึงคือ บัฟเฟตต์มองว่าการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ รังแต่จะเป็นเหยื่อให้แก่ผู้ที่ไม่ค่อยมีบทบาทพื้นฐานทางเศรษฐกิจนัก เช่น นายหน้าค้าหุ้น ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้บริหารกองทุน เขาประเมินว่าคนเหล่านั้นหักเอาผลกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปราวปีละ 140,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 20% ของผลกำไรทั้งหมดซึ่งมีผลกระทบทางลบต่อผลประกอบการของบริษัท
ข้อสิบ จงเชื่อมั่นในอเมริกา บัฟเฟตต์จะไม่มองว่าใครเข้าเป็นประธานาธิบดี หรือในขณะนี้วัฏจักรของเศรษฐกิจอยู่ตรงไหน หากมองว่าในระยะยาวบริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจะกลับมาทำกำไรได้ดีอีกครั้งแม้ในขณะนี้ดูจะมีปัญหาบ้างก็ตาม ฉะนั้นในปัจจุบัน บัฟเฟตต์จึงนำเงินจากส่วนที่ซื้อพันธบัตรไว้ออกมาใส่ลงในหุ้นของบริษัทที่เขามองว่ามีโอกาสทำกำไรได้ดีในระยะยาว

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กฎ10ข้อของวอเรนบัฟเฟตต์

ทำโดย นายฉลองชัย จงชัยเดชวงศ์ 5001103166
กฎ10ข้อของวอเรนบัฟเฟตต์
สวัสดีครับผู้ที่เข้ามาชมบล็อกของเรา วันนี้ผมไปเจอบทความดีๆเกี่ยวกับกฎการลงทุน10ข้อของวอเรนบัฟเฟต์มาให้อ่านกัน
แต่ขอกล่าวประวัติคราวๆของคนนี้ก่อนนะครับ
บัฟเฟตต์เป็นประธานผู้บริหารของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งก่อตั้งขึ้น 170 ปีแล้ว และเคยทำกิจการด้านสิ่งทอเป็นหลักก่อนที่บัฟเฟตต์และหุ้นส่วนจะซื้อกิจการมาดำเนินงานเมื่อปี 2508 บัฟเฟตต์ใช้บริษัทนั้นเป็นทางผ่านการลงทุนในบริษัทอื่นซึ่งทำกิจการหลากหลายอย่าง รวมทั้งการประกันภัย หนังสือพิมพ์ ร้านอาหาร ธนาคารและร้านสรรพสินค้า เขาซื้อหลายบริษัท มาควบรวมและซื้อหุ้นของอีกหลายบริษัทเป็นบางส่วน ก่อนที่เศรษฐกิจโลกจะประสบปัญหาและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เริ่มทรุด Berkshire Hathaway มีทรัพย์สินรวมกันเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์ บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จสูงกว่านักลงทุนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ราคาหุ้นของ Berkshire Hathaway เพิ่มขึ้นจาก 4 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็น 75,000 ดอลลาร์ ในเวลา 40 ปี
มีผู้พยายามค้นหาปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงอย่างน่ามหัศจรรย์นั้น เมื่อเดือนกันยายนที่แล้ว มีหนังสือเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ชื่อ The Snowball : Warren Buffett and the Business of Life พิมพ์ออกมา แต่กว่าผู้อ่านจะค้นพบปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ก็ต้องอ่านกันนานเพราะหนังสือเล่มนี้มีความหนาเกือบ 1,000 หน้า ก่อนหน้านั้น มีผู้นำเอาข้อคิดในจดหมายที่เขาเขียนถึงผู้ถือหุ้นในบริษัท Berkshire Hathaway มารวมเป็นหนังสือชื่อ The Essays of Warren Buffett : Lessons for Corporate America ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าหนังสือทั่วไป และยาว 290 หน้า จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะอ่านจบ เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา Michael Brush สรุปแนวคิดของบัฟเฟตต์ออกมาเป็น 10 ข้อเผยแพร่ไปตามสื่อต่างๆ ขอนำมาเล่าสู่กัน เพราะมันน่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ หรือมีเวลาไปเสาะหาหนังสือและต้นฉบับมาอ่านเอง

กฎ10ข้อ
ข้อ1 จงเป็นผู้มัธยัสถ์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง แต่มันมีความสำคัญพื้นฐานต่อการคิดของบัฟเฟตต์ ทั้งที่เป็นอภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลก เขามีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย อาทิเช่น ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมซึ่งเขาซื้อเมื่อปี 2501 ที่เมืองโอมาฮาในรัฐเนแบรสกาซึ่งยังเป็นชนบทเสียเป็นส่วนใหญ่ หลังจากต่อเติมบ้าง บ้านหลังนั้นก็ยังเป็นแบบของคนอเมริกันชั้นกลางโดยทั่วไป นอกจากนั้น เวลาเขาไปไหนมาไหนก็ยังขับรถเอง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ Michael Brush ไม่ได้เอ่ยถึงข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิเช่น บัฟเฟตต์ได้ค่าตอบแทนจากบริษัท Berkshire Hathaway เพียงปีละ 100,000 ดอลลาร์ หรือประมาณเดือนละ 290,000 บาทเท่านั้น ต่างกับประธานผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ๆ ซึ่งมักได้ค่าตอบแทนหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปี บัฟเฟตต์ไม่มีรายได้จากเงินปันผลของบริษัท Berkshire Hathaway เพราะบริษัทนั้นจ่ายเงินปันผลครั้งเดียวหลังจากเขาซื้อมาและหยุดจ่ายมาหลายทศวรรษแล้ว ฉะนั้นบริษัท Berkshire Hathaway เก็บผลกำไรไว้สำหรับลงทุนต่อได้จำนวนมาก
ส่วนตัวบัฟเฟตต์เองก็มีเงินเหลือเพื่อนำไปลงทุนต่อเพราะค่าตอบแทนที่ไม่สูงนักก็มักใช้ไม่หมด การไม่ใช้ชีวิตแบบหรูหราฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสสังคม ยังผลให้เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคอยจ้องหารายได้จากการขายหุ้นที่มีอยู่ในมือ หรือจากการปันผลกำไรที่บริษัททำได้อย่างต่อเนื่อง กิจการที่เขาเข้าไปลงทุนกำจัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ และพยายามจำกัดค่าตอบแทนของผู้บริหารส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นทำกำไรได้สูงยิ่งขึ้น
ข้อ2 จงยึดหลักช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม หรือมีความอดทนเพื่อรอโอกาสทองที่จะเกิดขึ้น จากความผันผวนอย่างหนักของตลาดหลักทรัพย์ ในปัจจุบันวิกฤติเศรษฐกิจและความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์รวมทั้งน้ำมันปิโตรเลียมและแร่ธาตุ อาจทำให้หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งตกลงมาอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น ฉะนั้นในช่วงนี้บัฟเฟตต์จะมีโอกาสดีเป็นพิเศษ มีรายงานข่าวออกมาว่าเขาได้เข้าไปซื้อหุ้นในหลายบริษัทที่ทำกิจการด้านน้ำมันปิโตรเลียม ด้านการบริการพลังงานไฟฟ้า ด้านธนาคารพาณิชย์ และด้านการขนส่งทางรถไฟ
ข้อ3 จงเดินทวนกระแส บัฟเฟตต์เฝ้ามองว่าฝูงนักลงทุนจะพากันเดินไปทางไหนแล้ว เขาจะพยายามเดินไปทางตรงข้าม เนื่องจากทางที่นักลงทุนพากันไปนั้น โอกาสในการทำกำไรได้อย่างงดงามมีน้อยเพราะนักลงทุนพวกนั้นได้ผลักดันราคาของหุ้นให้สูงขึ้นแล้ว ฉะนั้น เมื่อตอนที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเมื่อสองสามปีก่อน บัฟเฟตต์ไม่เข้าไปร่วมด้วย แต่ในตอนนี้ นักลงทุนจำนวนมากมองหาทางเทขายยังผลให้ราคาหุ้นโดยทั่วไปตกและหุ้นของบางบริษัทตกมากเป็นพิเศษ ตอนนี้บัฟเฟตต์ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก จึงมีข่าวว่าเขาเข้าไปซื้อหุ้นของหลายบริษัท เกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่ Michael Brush ไม่ได้กล่าวถึงแต่มีความสำคัญพื้นฐาน ก็คือ บัฟเฟตต์ทำการบ้านอย่างละเอียดและต่อเนื่อง นั่นคือ วิเคราะห์บริษัทต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้น

ที่เหลือไว้คราวหน้าจะเอามาเพิ่มอีกนะครับ

ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q1/2009february13p2.htm

ข่าวการออกพันธบัตรรัฐบาล

จัดทำบทความโดย นางสาวสุพรรษา ศุภกุลศรีศักดิ์ 5001103131
เรื่องการออกพันธบัตรรับบาล 2552
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เตรียมออกพันธบัตรรัฐบาล วงเงินประมาณ 500,000 ล้านบาท เพื่อระดมทุนสำหรับแผนลงทุนในปีงบประมาณ 2552 ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ ไปจนถึงเดือนกันยายนปีหน้า โดยได้กำหนดรูปแบบของพันธบัตรรัฐบาลเอาไว้แล้วว่า จะแบ่งออกเป็นพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 250,000 ล้านบาท พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ 200,000 ล้านบาท และพันธบัตรเพื่อระดมทุนสำหรับลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ประมาณ 50,000 ล้านบาท สำหรับอายุไถ่ถอนของพันธบัตร กำหนดเอาไว้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ระยะสั้นอายุ 2 ปี อายุ 5 ปี ไปจนถึงระยะยาว อายุ 30 ปี เพื่อให้สามารถสนองความต้องการของนักลงทุนทุกประเภท รวมถึงสามารถจัดสมดุลของฐานะทางการคลังได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันมีความสนใจพันธบัตรระยะสั้นมากกว่าพันธบัตรระยะยาว เพราะดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้น ผู้อำนวยการ สบน.ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากพันธบัตรรัฐบ่าลข้างต้นแล้ว กระทรวงการคลัง ยังมีแผนออกพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษจำหน่ายให้นักลงทุนรายย่อยเฉพาะกลุ่มด้วย เช่น พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษเพื่อเยาวชน พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษเพื่อภูมิภาค โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในด้านต่าง ๆ อยู่ แต่หากมีความคืบหน้าพร้อมชี้แจงรายละเอียดทันที


18/06/2009
ที่มา http://www.moneychannel.co.th/Menu5/BreakingNews/tabid/98/newsid533/58762/Default.aspx

โดย

มันนี่ ชาเนล - วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ อีเมล -
voranondha@set.or.th


คำถาม
1. ทำไมรัฐบาลต้องออกพันธบัตรรัฐบาลชุดนี้
2.พันธบัตรชุดนี้มีอายุเท่าไร
3.คุณคิดว่าคุณจะซื้อพันธบัตรนี้หรือไหมเพราะเหตุใด