วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปรัชญาชีวิต และการลงทุน ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์


จัดทำบทความโดย นางสาวนภาภรณ์ จิรวัฒนนนท์ ID5001103132 C2/2
ปรัชญาชีวิต และการลงทุน ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2550
ในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนได้รับของขวัญปีใหม่ที่มีค่ามากจากคุณมนตรี ศรไพศาล แห่งบริษัท หลักทรัพย์กิมเอ็ง เป็นหนังสือจำนวน 2 เล่มเกี่ยวกับสองมหาเศรษฐีของโลกผู้มีเมตตาธรรม ซึ่งได้ประมวลประวัติตลอดจนวาทะของ นายบิล เกตส์ และนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นสหายสนิทต่างวัยกันที่ได้มีการบริจาคเงินให้เพื่อการกุศลจำนวนมากที่สุด และในหนังสือดังกล่าวได้มีประวัติ และปรัชญาการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ จึงจะขอคัดย่อส่วนที่น่าสนใจ มาเพื่อเป็นประโยชน์กับสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาการลงทุนของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเน้นการลงทุนที่มีคุณค่า ข่าวที่ได้รับการกล่าวขานกันมากคือ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศบริจาคเงินกว่า 85% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของเขา หรือประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 1,584,000 ล้านบาท แบบสูงกว่างบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยปี 2550 เล็กน้อยให้กับองค์กรการกุศล โดยกว่า 83% บริจาคให้กับมูลนิธิของนายบิล และนางเมลินดา เกตส์ (เป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนยากจน) การบริจาคครั้งนี้นับเป็นการบริจาคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
นายบัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ของโลก ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้รับการจัดเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับหนึ่งของโลก แต่ต่อมาได้ถูกแซงโดยนายบิลเกตส์ แห่งบริษัท ไมโครซอฟท์ นายบัฟเฟตต์ ประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
นายบัฟเฟตต์ได้จัดตั้งกองทุนอันแรกขึ้นคือ บัฟเฟตต์ พาร์ทเนอร์ชีพ ขึ้นในปี 1956 ถึงปี 1969 โดยสามารถสร้างผลตอบแทน ก่อนหักค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการได้ถึงเฉลี่ยปีละ 32% ก่อนจะแปลงเป็นบริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ที่โด่งดัง นักลงทุนหลายสิบคนที่ร่วมลงทุนกับบัฟเฟตต์ครั้งเริ่มต้น และยังคงถือหุ้นอยู่กับเขาจนถึงปัจจุบัน มีบางคนที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ทายาทของพวกเขายังคงรักษาการลงทุนนั้นไว้กับบัฟเฟตต์
นักลงทุนที่ลงทุนกับกองทุนบัฟเฟตต์ ตั้งแต่ปี 1956 ด้วยเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ และเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้ในบริษัท สำหรับการลงทุนต่อเนื่องโดยตลอด จนถึงปี 1994 มูลค่าของเงินลงทุนนั้นจะสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว
เขามีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจเป็นคนที่เรียบง่าย ปรัชญาชีวิตของเขาเรียบง่ายแต่มีความลุ่มลึกประการหนึ่งว่า อย่าตั้งเป้าหมายที่เกินกว่าจะเอื้อมถึง "ผมจะไม่พยายามกระโดดข้ามที่สูง 7 ฟุต แต่ผมจะมองหาคานไม้ที่สูง 1 ฟุต ที่ผมจะสามารถที่จะเดินข้ามได้อย่างสบายๆ" นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนที่สมถะในการใช้จ่าย และเป็นคนที่แต่งตัวแบบเรียบง่าย ไม่สนใจใส่เสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์เนมราคาแพง จนเคยถูกนักข่าวคนหนึ่งเหน็บแนมเขา เรื่องที่เขาชอบใส่สูทราคาถูกๆ อย่างไม่ให้ความสนใจว่า " ผมเคยซื้อสูทราคาแพงๆ แต่เมื่อผมใส่มันแล้ว มันก็ดูเหมือนของราคาถูก"
ปรัชญาการลงทุนของนายบัฟเฟตต์ คือ "กฎข้อที่หนึ่ง: อย่ายอมเสียเงิน และกฎข้อที่สอง: อย่าลืมกฎข้อ 1" และเป็นตัวอย่างของนักลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของหุ้นที่เขาลงทุน (Value Investor) โดยเฉพาะซื้อหุ้น ด้วยการมองมูลค่าในระยะยาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเขาจะเป็นผู้หนึ่ง ที่มีความสนใจทุนในหุ้นของบริษัทโคคา-โคลา เพราะเขาเห็นว่ามีคนบริโภคทั่วโลก
วิธีการคัดเลือกธุรกิจหรือกิจการที่ยอดเยี่ยม ของนายบัฟเฟตต์ คือ "คุณควรลงทุนในธุรกิจ ที่แม้กระทั่งคนโง่ๆ ก็ยังบริหารมันได้ เพราะว่าสักวันหนึ่งอาจจะมีคนโง่ๆ เข้ามาบริหารธุรกิจนั้น" และปรัชญาการลงทุนที่มีค่ายิ่งอีกประการคือ "ไม่ว่าธุรกิจจะถูกกระทบด้วยปัจจัยหลากหลายประการที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า เดือนหน้า หรืออะไรทำนองนั้น แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือคุณต้องอยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง
กรณีตัวอย่างที่คลาสสิก คือ โคคา-โคลา ซึ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นในปี ค.ศ.1919 ราคาตอนแรกนั้นอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในปีถัดมามันลดลงเหลือ 19 ดอลลาร์ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ราคาน้ำตาลได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คุณคงจะเสียเงินไปกว่าครึ่งหนึ่งหากคุณซื้อหุ้นตอนที่มันเพิ่งเข้าสู่ตลาดแต่ถ้าหากคุณยังถือหุ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ และนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนอย่างต่อเนื่องแล้ว มันจะมีค่าประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์
เราเจอสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลายครั้งภาวะสงครามหลายครั้ง มีเรื่องต่างๆ เป็นล้านเรื่องเกิดขึ้น การพิจารณาว่าสินค้าตัวนี้ดีจริงหรือไม่ และสถานะทางการเงินของบริษัทเหล่านั้น จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ จะเป็นประโยชน์กับเรามากกว่าการที่เราจะมัวแต่จะคิดว่า จะกระโจนเข้าหรือกระโจนออกจากหุ้นตัวนั้น"
ก็หวังว่าปรัชญาแนวคิดนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยนะคะ
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007jan18p3.htm

คำถาม
1.ตัวอย่างของบทความที่คลาสิกที่สุดคือ
2.สหายต่างวัยของวอรเรน์คือใคร
3.กฏของวอร์เรน2ข้อมีอะไรบ้าง

4 ความคิดเห็น:

  1. คำถาม
    1.ตัวอย่างของบทความที่คลาสิกที่สุดคือ
    2.สหายต่างวัยของวอรเรน์คือใคร
    3.กฏของวอร์เรน2ข้อมีอะไรบ้าง
    น.ส จิราวรรณ ขวัญเรือน ตอบว่า
    1.โคคา-โคลา
    2.นายบิล เกตส์
    3.กฎข้อที่หนึ่ง: อย่ายอมเสียเงิน และกฎข้อที่สอง: อย่าลืมกฎข้อ 1

    ตอบลบ
  2. น.ส จิราวรรณ ขวัญเรือน ID.5001203020

    ตอบลบ
  3. ตอบ
    นายปุณยธร จินดารัตนวรกุล ID 5001203008 กลุ่ม 7

    1.กรณีตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุด คือ โคคา-โคลา

    2.นายบิล เกตส์

    3.ปรัชญาการลงทุนของนายวอรเรน์ บัฟเฟตต์ คือ "กฎข้อที่หนึ่ง: อย่ายอมเสียเงิน และกฎข้อที่สอง: อย่าลืมกฎข้อ 1"

    ตอบลบ
  4. คำตอบ
    1.กรณีตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุด คือ โคคา-โคลา

    2.นายบิล เกตส์

    3.ปรัชญาการลงทุนของนายวอรเรน์ บัฟเฟตต์ คือ "กฎข้อที่หนึ่ง: อย่ายอมเสียเงิน และกฎข้อที่สอง: อย่าลืมกฎข้อ 1"

    น.ส.สุชีรา ผิวผ่อง ID:5001203011 C 2/2

    ตอบลบ