จัดทำบทความโดย นางสาวนภาภรณ์ จิรวัฒนนนท์ ID5001103132 C2/2
นายปีเตอร์ ลินช์ วัย 59 ปี เริ่มบริหารกองทุนตั้งแต่ปี 1990 และตัดสินใจเกษียณตำแหน่งบริหารที่ Magellan หลังทำงานมา 13 ปี ในระหว่างที่ทำงานในตำแหน่งรองประธานและโฆษกของบริษัทเขาสามารถทำกำไรให้บริษัทต่อปีเพิ่มขึ้น 29.2 เปอร์เซ็นต์
“ตลอดปีที่ผ่านมาผมเพิ่มเปอร์เซ็นต์หุ้น Fidelity ที่ถืออยู่ในหุ้นกลุ่มทั่วไปและกลุ่มที่เติบโตโดยเฉพาะ” พร้อมกันนี้เขายังซื้อหุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตเมื่อที่แล้วด้วย
ลินช์ยอมรับว่า “ปีนี้เป็นปีที่ไม่ดี” แต่ในอีกไม่ช้าจะเป็นเวลาของเขา บทเรียนจากอดีต
ย้อนกลับไปปี 1990 ก่อนที่ภาวะตลาดคึกคักจะเริ่มในปี 1991 เป็นช่วงเวลาที่สงครามกับอิรักเริ่มส่อเค้า นักลงทุนถอนเงินจากกองทุน รัฐบาลของประเทศและแต่ละรัฐประสบภาวะขาดทุนมหาศาล ธนาคารใหญ่ รายงานหนี้สูญจำนวนมาก พันธบัตรความเสี่ยงสูงคือความยุ่งเหยิง
ฤดูใบไม้ร่วงปี 1990 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตกเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ แย่กว่าปี 1987 ,1973 และปี 1974 ที่ตลาดหุ้นซบเซา หรือแย่กว่าช่วงเศรษฐกิจถดถอยปี 1981 และ 1982 ในปี 1990 ถือว่าเป็นช่วงที่อ่อนแอของตลาดทุนของสหรัฐอเมริกา ซึ่งคล้ายกับสภาวะปัจจุบัน
ลินช์ออกจาก Magellan เมื่อ 2-3 เดือนก่อนมาจัดการพอร์ตส่วนตัวในปัจจุบัน “ฤดูร้อนปี 1990 ผมซื้อหุ้นเร็วไป 3-4 เดือน แต่ก็ได้ราคาเพิ่มขึ้นในปี 1991 บางคนพูดว่า มีคนคิดผิดว่าผมอยากออกไปจากตลาด คนที่ดีใจที่สุด ก็คือคนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนในช่วงนั้น”
น่าประหลาดคือหุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ต ในปีที่แล้วการวินิจฉัยของลินช์แสดงว่า หุ้นบริษัทเทคโนโลยี 600 แห่งที่มูลค่าหุ้นรวมในธุรกิจน้อยกว่าเงินสดที่บันทึกไว้ในราคาตามบัญชี
ราคาหุ้นอยู่ที่ความพอใจ
จากแฟ้มของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และควบคุมหลักทรัพย์ชี้ให้เห็นว่า ลินช์เป็นเจ้าของหุ้น Varsity Group มากกว่า 5% ราคาหุ้นอยู่ที่ 25 เซ็นต์ และเพิ่มเป็น 35 เซ็นต์ปลายปี 2001
หุ้นของ World Quest Networks 10% ของลินช์ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งครั้งหนึ่งราคาพุ่งถึง 39 ดอลลาร์ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ขายอยู่ที่ 1.88 ดอลลาร์ และมีรายงานอยู่ที่ 3 ดอลลาร์สำหรับเงินสด ลดลง 32%ในปี 2002
“คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะพบจุดต่ำสุดเมื่อไร ผมซื้อหุ้นราคา 12 ดอลลาร์ซึ่งตกลงไปเหลือ 2 ดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นก็ขึ้นไปที่ 30 ดอลลาร์ “
สิ่งที่ ลินช์ พยายามบอกคือ เพียงแค่มีคนซื้อคืนหรือเทขาย ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นจุดต่ำสุด บางคนรอจนกระทั่งเห็นจุดต่ำสุดแล้วจึงซื้อ แต่สำหรับเขาคือ : ซื้อเมื่อหุ้นน่าสนใจ ถึงราคาจะลดลง
บทเรียนจากสถิติ
ลินช์ ให้แง่คิดว่า ผู้ลงทุนต้องรู้จักประเภทของกองทุนที่เป็นเจ้าของ และควรรู้จนกระทั่งสามารถอธิบายให้หลานเข้าใจได้ภายใน 2 นาที แต่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเลือกบริษัทที่มีผลประกอบการดีเป็นเวลานาน แต่เมื่อตอนที่ Kmart ล้มละลาย แต่ Wal-Mart กลับมีกำไรดี
สมมติว่าลงทุน 10,000 ดอลลาร์ใน Kmart และ 10,000 ดอลลาร์ใน Wal-Mart เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยพื้นฐานขาดทุนจาก Kmart แล้ว 10,000 ดอลลาร์ แต่ได้เงินจาก Wal-Mart 790,000 ดอลลาร์ ดังนั้นถ้าเกิดว่าบริษัทที่อยู่ในดัชนี S&P สามารถทำเงินได้ดีในอีก 10 หรือ 20 ปี คุณก็ทำเงินได้ด้วย ถ้าคุณคิดว่าบริษัทเหล่านั้นจะทำเงินได้น้อยลงในอีก 10 ปี ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะเป็น
ลินช์ กล่าวว่า ทุกคนควรเรียนรู้ว่ามีบริษัทหนึ่งอยู่เบื้องหลังทุกตลาดหลักทรัพย์—และมีเหตุผลเดียวที่ราคาหุ้นขึ้น:บริษัทต่าง ๆมีผลประกอบการดีขึ้นและบริษัทเล็ก ๆเติบโตขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ต้องค้นหา
เหตุการณ์ปี 1990 สอนให้รู้ว่า ถ้าบริษัทมีผลประกอบการดี ตลาดหุ้นก็คึกคัก สำหรับบริษัทที่มีผลประกอบการแย่ อย่าง Kmart หรือ Xerox ในขณะเดียวกันก็จะมีบริษัทที่มีผลประกอบการดี เช่น General Electric หรือ P&G หรือ Johnson&Johnson ผู้ลงทุนต้องบอกตัวเองว่า เหตุผลที่ลงทุนในกองทุนรวมเพราะคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปบริษัทอย่างโคคา โคล่าและเป๊ปซี่จะทำเงินได้มากขึ้นในอนาคตและบริษัทใหม่ ๆอย่าง Amgen หรือ Staples หรือ Microsoft จะตามมาและบริษัทเหล่านี้จะทำเงินได้มากด้วย นั่นเป็นประวัติศาสตร์ในช่วง 100 ปีของอเมริกา โดยเฉพาะ 50 ปีที่ผ่านมา และนั่นคือบทเรียน
“คนเรามักจะคิดถึงแต่ Enron และตัวอย่าง 10 บริษัทที่ปิดไป” “แต่ยังมีอีกตั้งกว่า 9,000 บริษัทในตลาดหุ้น”
ที่มา http://www.bcm.arip.co.th/bt/content.php?data=405101_Business
คำถาม
1.ปีเตอร์ ลินซ์จะซื้อหุ้นเมื่อไร
2.ปีเตอร์ ลินซ์ เกษียณปีไหน อายุเท่าไร
3.ช่วงท้ายบทเรียนของปีเตอร์ลินซ์คืออะไร
วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ปรัชญาชีวิต และการลงทุน ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์

จัดทำบทความโดย นางสาวนภาภรณ์ จิรวัฒนนนท์ ID5001103132 C2/2
ปรัชญาชีวิต และการลงทุน ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2550
ในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนได้รับของขวัญปีใหม่ที่มีค่ามากจากคุณมนตรี ศรไพศาล แห่งบริษัท หลักทรัพย์กิมเอ็ง เป็นหนังสือจำนวน 2 เล่มเกี่ยวกับสองมหาเศรษฐีของโลกผู้มีเมตตาธรรม ซึ่งได้ประมวลประวัติตลอดจนวาทะของ นายบิล เกตส์ และนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นสหายสนิทต่างวัยกันที่ได้มีการบริจาคเงินให้เพื่อการกุศลจำนวนมากที่สุด และในหนังสือดังกล่าวได้มีประวัติ และปรัชญาการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ จึงจะขอคัดย่อส่วนที่น่าสนใจ มาเพื่อเป็นประโยชน์กับสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาการลงทุนของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเน้นการลงทุนที่มีคุณค่า ข่าวที่ได้รับการกล่าวขานกันมากคือ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศบริจาคเงินกว่า 85% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของเขา หรือประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 1,584,000 ล้านบาท แบบสูงกว่างบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยปี 2550 เล็กน้อยให้กับองค์กรการกุศล โดยกว่า 83% บริจาคให้กับมูลนิธิของนายบิล และนางเมลินดา เกตส์ (เป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนยากจน) การบริจาคครั้งนี้นับเป็นการบริจาคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
นายบัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ของโลก ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้รับการจัดเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับหนึ่งของโลก แต่ต่อมาได้ถูกแซงโดยนายบิลเกตส์ แห่งบริษัท ไมโครซอฟท์ นายบัฟเฟตต์ ประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
นายบัฟเฟตต์ได้จัดตั้งกองทุนอันแรกขึ้นคือ บัฟเฟตต์ พาร์ทเนอร์ชีพ ขึ้นในปี 1956 ถึงปี 1969 โดยสามารถสร้างผลตอบแทน ก่อนหักค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการได้ถึงเฉลี่ยปีละ 32% ก่อนจะแปลงเป็นบริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ที่โด่งดัง นักลงทุนหลายสิบคนที่ร่วมลงทุนกับบัฟเฟตต์ครั้งเริ่มต้น และยังคงถือหุ้นอยู่กับเขาจนถึงปัจจุบัน มีบางคนที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ทายาทของพวกเขายังคงรักษาการลงทุนนั้นไว้กับบัฟเฟตต์
นักลงทุนที่ลงทุนกับกองทุนบัฟเฟตต์ ตั้งแต่ปี 1956 ด้วยเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ และเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้ในบริษัท สำหรับการลงทุนต่อเนื่องโดยตลอด จนถึงปี 1994 มูลค่าของเงินลงทุนนั้นจะสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว
เขามีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจเป็นคนที่เรียบง่าย ปรัชญาชีวิตของเขาเรียบง่ายแต่มีความลุ่มลึกประการหนึ่งว่า อย่าตั้งเป้าหมายที่เกินกว่าจะเอื้อมถึง "ผมจะไม่พยายามกระโดดข้ามที่สูง 7 ฟุต แต่ผมจะมองหาคานไม้ที่สูง 1 ฟุต ที่ผมจะสามารถที่จะเดินข้ามได้อย่างสบายๆ" นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนที่สมถะในการใช้จ่าย และเป็นคนที่แต่งตัวแบบเรียบง่าย ไม่สนใจใส่เสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์เนมราคาแพง จนเคยถูกนักข่าวคนหนึ่งเหน็บแนมเขา เรื่องที่เขาชอบใส่สูทราคาถูกๆ อย่างไม่ให้ความสนใจว่า " ผมเคยซื้อสูทราคาแพงๆ แต่เมื่อผมใส่มันแล้ว มันก็ดูเหมือนของราคาถูก"
ปรัชญาการลงทุนของนายบัฟเฟตต์ คือ "กฎข้อที่หนึ่ง: อย่ายอมเสียเงิน และกฎข้อที่สอง: อย่าลืมกฎข้อ 1" และเป็นตัวอย่างของนักลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของหุ้นที่เขาลงทุน (Value Investor) โดยเฉพาะซื้อหุ้น ด้วยการมองมูลค่าในระยะยาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเขาจะเป็นผู้หนึ่ง ที่มีความสนใจทุนในหุ้นของบริษัทโคคา-โคลา เพราะเขาเห็นว่ามีคนบริโภคทั่วโลก
วิธีการคัดเลือกธุรกิจหรือกิจการที่ยอดเยี่ยม ของนายบัฟเฟตต์ คือ "คุณควรลงทุนในธุรกิจ ที่แม้กระทั่งคนโง่ๆ ก็ยังบริหารมันได้ เพราะว่าสักวันหนึ่งอาจจะมีคนโง่ๆ เข้ามาบริหารธุรกิจนั้น" และปรัชญาการลงทุนที่มีค่ายิ่งอีกประการคือ "ไม่ว่าธุรกิจจะถูกกระทบด้วยปัจจัยหลากหลายประการที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า เดือนหน้า หรืออะไรทำนองนั้น แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือคุณต้องอยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง
กรณีตัวอย่างที่คลาสสิก คือ โคคา-โคลา ซึ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นในปี ค.ศ.1919 ราคาตอนแรกนั้นอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในปีถัดมามันลดลงเหลือ 19 ดอลลาร์ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ราคาน้ำตาลได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คุณคงจะเสียเงินไปกว่าครึ่งหนึ่งหากคุณซื้อหุ้นตอนที่มันเพิ่งเข้าสู่ตลาดแต่ถ้าหากคุณยังถือหุ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ และนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนอย่างต่อเนื่องแล้ว มันจะมีค่าประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์
เราเจอสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลายครั้งภาวะสงครามหลายครั้ง มีเรื่องต่างๆ เป็นล้านเรื่องเกิดขึ้น การพิจารณาว่าสินค้าตัวนี้ดีจริงหรือไม่ และสถานะทางการเงินของบริษัทเหล่านั้น จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ จะเป็นประโยชน์กับเรามากกว่าการที่เราจะมัวแต่จะคิดว่า จะกระโจนเข้าหรือกระโจนออกจากหุ้นตัวนั้น"
ก็หวังว่าปรัชญาแนวคิดนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยนะคะ
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007jan18p3.htm
คำถาม
1.ตัวอย่างของบทความที่คลาสิกที่สุดคือ
2.สหายต่างวัยของวอรเรน์คือใคร
3.กฏของวอร์เรน2ข้อมีอะไรบ้าง
ปรัชญาชีวิต และการลงทุน ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2550
ในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนได้รับของขวัญปีใหม่ที่มีค่ามากจากคุณมนตรี ศรไพศาล แห่งบริษัท หลักทรัพย์กิมเอ็ง เป็นหนังสือจำนวน 2 เล่มเกี่ยวกับสองมหาเศรษฐีของโลกผู้มีเมตตาธรรม ซึ่งได้ประมวลประวัติตลอดจนวาทะของ นายบิล เกตส์ และนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นสหายสนิทต่างวัยกันที่ได้มีการบริจาคเงินให้เพื่อการกุศลจำนวนมากที่สุด และในหนังสือดังกล่าวได้มีประวัติ และปรัชญาการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ จึงจะขอคัดย่อส่วนที่น่าสนใจ มาเพื่อเป็นประโยชน์กับสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาการลงทุนของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเน้นการลงทุนที่มีคุณค่า ข่าวที่ได้รับการกล่าวขานกันมากคือ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศบริจาคเงินกว่า 85% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของเขา หรือประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 1,584,000 ล้านบาท แบบสูงกว่างบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยปี 2550 เล็กน้อยให้กับองค์กรการกุศล โดยกว่า 83% บริจาคให้กับมูลนิธิของนายบิล และนางเมลินดา เกตส์ (เป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนยากจน) การบริจาคครั้งนี้นับเป็นการบริจาคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
นายบัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐีระดับต้นๆ ของโลก ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้รับการจัดเป็นเศรษฐีที่รวยอันดับหนึ่งของโลก แต่ต่อมาได้ถูกแซงโดยนายบิลเกตส์ แห่งบริษัท ไมโครซอฟท์ นายบัฟเฟตต์ ประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
นายบัฟเฟตต์ได้จัดตั้งกองทุนอันแรกขึ้นคือ บัฟเฟตต์ พาร์ทเนอร์ชีพ ขึ้นในปี 1956 ถึงปี 1969 โดยสามารถสร้างผลตอบแทน ก่อนหักค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการได้ถึงเฉลี่ยปีละ 32% ก่อนจะแปลงเป็นบริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ที่โด่งดัง นักลงทุนหลายสิบคนที่ร่วมลงทุนกับบัฟเฟตต์ครั้งเริ่มต้น และยังคงถือหุ้นอยู่กับเขาจนถึงปัจจุบัน มีบางคนที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ทายาทของพวกเขายังคงรักษาการลงทุนนั้นไว้กับบัฟเฟตต์
นักลงทุนที่ลงทุนกับกองทุนบัฟเฟตต์ ตั้งแต่ปี 1956 ด้วยเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ และเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้ในบริษัท สำหรับการลงทุนต่อเนื่องโดยตลอด จนถึงปี 1994 มูลค่าของเงินลงทุนนั้นจะสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว
เขามีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจเป็นคนที่เรียบง่าย ปรัชญาชีวิตของเขาเรียบง่ายแต่มีความลุ่มลึกประการหนึ่งว่า อย่าตั้งเป้าหมายที่เกินกว่าจะเอื้อมถึง "ผมจะไม่พยายามกระโดดข้ามที่สูง 7 ฟุต แต่ผมจะมองหาคานไม้ที่สูง 1 ฟุต ที่ผมจะสามารถที่จะเดินข้ามได้อย่างสบายๆ" นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนที่สมถะในการใช้จ่าย และเป็นคนที่แต่งตัวแบบเรียบง่าย ไม่สนใจใส่เสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์เนมราคาแพง จนเคยถูกนักข่าวคนหนึ่งเหน็บแนมเขา เรื่องที่เขาชอบใส่สูทราคาถูกๆ อย่างไม่ให้ความสนใจว่า " ผมเคยซื้อสูทราคาแพงๆ แต่เมื่อผมใส่มันแล้ว มันก็ดูเหมือนของราคาถูก"
ปรัชญาการลงทุนของนายบัฟเฟตต์ คือ "กฎข้อที่หนึ่ง: อย่ายอมเสียเงิน และกฎข้อที่สอง: อย่าลืมกฎข้อ 1" และเป็นตัวอย่างของนักลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของหุ้นที่เขาลงทุน (Value Investor) โดยเฉพาะซื้อหุ้น ด้วยการมองมูลค่าในระยะยาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเขาจะเป็นผู้หนึ่ง ที่มีความสนใจทุนในหุ้นของบริษัทโคคา-โคลา เพราะเขาเห็นว่ามีคนบริโภคทั่วโลก
วิธีการคัดเลือกธุรกิจหรือกิจการที่ยอดเยี่ยม ของนายบัฟเฟตต์ คือ "คุณควรลงทุนในธุรกิจ ที่แม้กระทั่งคนโง่ๆ ก็ยังบริหารมันได้ เพราะว่าสักวันหนึ่งอาจจะมีคนโง่ๆ เข้ามาบริหารธุรกิจนั้น" และปรัชญาการลงทุนที่มีค่ายิ่งอีกประการคือ "ไม่ว่าธุรกิจจะถูกกระทบด้วยปัจจัยหลากหลายประการที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า เดือนหน้า หรืออะไรทำนองนั้น แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือคุณต้องอยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง
กรณีตัวอย่างที่คลาสสิก คือ โคคา-โคลา ซึ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นในปี ค.ศ.1919 ราคาตอนแรกนั้นอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในปีถัดมามันลดลงเหลือ 19 ดอลลาร์ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ราคาน้ำตาลได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คุณคงจะเสียเงินไปกว่าครึ่งหนึ่งหากคุณซื้อหุ้นตอนที่มันเพิ่งเข้าสู่ตลาดแต่ถ้าหากคุณยังถือหุ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ และนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนอย่างต่อเนื่องแล้ว มันจะมีค่าประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์
เราเจอสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลายครั้งภาวะสงครามหลายครั้ง มีเรื่องต่างๆ เป็นล้านเรื่องเกิดขึ้น การพิจารณาว่าสินค้าตัวนี้ดีจริงหรือไม่ และสถานะทางการเงินของบริษัทเหล่านั้น จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ จะเป็นประโยชน์กับเรามากกว่าการที่เราจะมัวแต่จะคิดว่า จะกระโจนเข้าหรือกระโจนออกจากหุ้นตัวนั้น"
ก็หวังว่าปรัชญาแนวคิดนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยนะคะ
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007jan18p3.htm
คำถาม
1.ตัวอย่างของบทความที่คลาสิกที่สุดคือ
2.สหายต่างวัยของวอรเรน์คือใคร
3.กฏของวอร์เรน2ข้อมีอะไรบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)